๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒

ค่ายฤดูหนาวเยาวชนใหหลำโลกครั้งที่ 10











































































My Grandpa never leaves Hainan


ดวงใจปู่สถิต ณ. ใหหนำ นิรันดร์
(ต้นฉบับภาษาจีนที่ชาวมาเลเซียและชาวจีนช่วยแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของผม)
ความมีดังนี้
I was born in 1980, in a Thai family of Chinese descent.

I was born in Phayao, a small province in the northern part of Thailand.

ในปี พ.ศ. 2523 ผมถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ในจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนเหนือ


When I was young, I frequently saw grandpa and my dad yelling against each other. Because I did not understand what language they were talking, so I thought that they were arguing.

ตั้งแต่เด็ก ภาพที่ฉันเห็นเป็นประจำก็คือ ภาพของปู่ของฉันที่กำลังคุยพ่อของฉันด้วยเสียงที่ดัง,

ด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง ฉันมักคิดไปเองว่า ปู่คงกำลังทะเลาะกับพ่อแน่ๆ.


My dad gave me the reason way he had to talk with grandpa loudly like that by this question.

“Did you know? Our origin was from Island?”

“So….why do you shout?” I asked.

“The island always has the strong win,

therefore if you didn't not shout, no one can hear you!”

พ่ออธิบายให้ฟังว่า เพราะเหตุที่บรรพบุรุษของเราเป็นชาวเกาะ การพูดคุยจำต้องตะโกนแข่งกับแรงลมบนเกาะ

เป็นปกติ สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้ามาในดีเอ็นเอของพวกเรา ดังนั้นอย่าแปลกใจที่เราตะโกนคุยกัน.


Although that was a funny reason for me,

but it was the first time I have heard about my origin.

แม้จะเป็นเหตุผลขำๆ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินต้นกำเนิดว่า ตัวผม มาจากไหน.

Cause the culture unlike another family in the town, I usually though that

Why we are different from the others? And in fact, “Who am I”?

และด้วยเหตุที่วัฒนธรรมในบ้านของเราต่างไปจากชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนของเรา

ผมก็มักจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป จริงๆแล้ว เราเป็นใคร มาจากไหนกันแน่?

Of cause, my teacher at school always told me that

you are same as other ones because of you are Thai!

(she shouted at me.)

Even my mouth had shut, but I still kept thinking that

I have had some things different from others.

แน่นอนว่าที่โรงเรียน ครูต่างก็กรอกหูบอกผมทุกวันว่า เราเป็นคนไทยเหมือนๆกันนั่นแหละ

แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ผมต้องมีอะไรที่ต่างกับคนส่วนใหญ่เป็นแน่แท้

Until one day my dad had told me the story.

จนวันหนึ่งพ่อก็เล่าเรื่องๆหนึ่งให้ผมฟัง

Once upon a time,

there was a young man who lives in a small island,

close to the south of China.

นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อาศัยอยู่บนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศจีน

At that place, the way of his life was simple.

He got married and had a lovely family.

They are together living harmoniously and peacefully.

.เกาะแห่งนั้น ชีวิตของเขาช่างเรียบง่าย เขาแต่งงานและสร้างครอบครัวที่อบอุ่น และมีความสุข

No longer, the chaos of war and political situation makes him worry and suffering.

ไม่นาน ความวุ่นวายสับสนจากสงคราม และความผันผวนทางการเมืองก็สร้างความทุกข์ใจแก่ชายหนุ่ม.

Finally, he decided to leave his family.

ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจจากครอบครัวไป.

At that day, he was only 19 years old,

he had a stormy passage to unknown land, unknown people.

ด้วยวัยเพียง 19 ปี เขาข้ามน้ำข้าทะเลไปสู่ ผู้คน และดินแดนที่ไม่รู้จัก.

He had nothing in his hands. เขามีเพียงมือเปล่าๆ

But he had great hope in his heart! แต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจ.

He is my grandpa! เขาคือปู่ของฉันเอง.


My grandpa decided to leave Hainan when he was 19.

I really have no idea that what had he thought when he left his family in Hainan.

I know only if he didn't decide to come to Thailand. Today, no one is writing this article.

ผมไม่รู้ว่าวันที่ปู่ตัดสินใจเลือกจากครอบครัวในเกาะใหหลำเพื่อไปตายดาบหน้าในประเทศไทย ปู่คิดอะไรอยู่.

แต่ผมรู้เพียงว่า วันนั้น ถ้าปู่ไม่ตัดสินใจมาเมืองไทย

ผมก็คงไม่ได้มานั่งเขียนบทความชิ้นนี้.

I had remembered, when I was 16 years old. My grandpa,

80 years old man, he told everyone that he will back home in Hainan.

For 60 years in Thailand, my grandpa never forget who he is.

His voice when he said “I will back home”

sounds like the young man who had decided to go to Thailand in the age of 19.


ผมจำได้ว่าตอนอายุ 16 ปู่ผมในวัย 80 บอกกับทุกคนว่า เขาจะกลับบ้านที่เกาะใหหลำ.

60 ปีในเมืองไทย ปู่ไม่เคยลืมเลยว่า ปู่เป็นใคร.

น้ำเสียงของปู่ที่บอกทุกคนว่า ฉันจะกลับบ้าน

ฟังดูคล้ายน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี

ผู้ตัดสินใจเดินทางมาก่อร่างสร้างตัวที่เมืองไทยโดยไม่รู้อนาคต

The last day that I saw my grandpa was at the airport.

วันสุดท้ายที่ผมเห็นปู่ คือที่สนามบิน

I saw him cried and looked at his descendants.

That is the last picture in my memory.

ผมเห็นปู่ร้องให้ แกเช็ดน้ำตาแล้วมองกลับมายังลูกหลานที่ไปส่งแก,

นั่นคือภาพสุดท้ายของปู่ที่อยู่ในความทรงจำของผมจนกระทั่งวันนี้

During these long days and nights,

I believe that my grandpa never leave Hainan.

His body might live out of Hainan for some time, but his soul never leave.

ในวันคืนที่ยาวนาน ผมเชื่อว่าปู่ไม่เคยจากเกาะใหหนำไปไหนเลย

แม้บางครั้งร่างกายปู่อาจจะไม่ได้อยู่

แต่วิญญาณของปู่ไม่เคยจากเกาะใหหลำไปไหน.

Today, his body and soul leave together in Hainan, his real home, forever.

วันนี้ ทั้งร่างกายและวิญญาณของปู่ได้สถิตดำรงบนเกาะใหหนำ,บ้านที่แท้,ตลอดกาล

Grand son

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ความยุติธรรมมีอยู่จริง (เป็นพักๆ)



วันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า อากาศเย็นสบาย

ลืมตาขึ้นช้าๆด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์

ขับรถออกจากบ้านด้วยจิตเบิกบาน

หายใจเข้า พุทธ

หายใจออก โธ

ขณะที่จิตตื่นรู้ เสพสัมผัสกับโลกที่สวยงาม

ยิ้มน้อยๆที่ประดับอยู่มุมปากก็พลันหุบสนิท


สิ่งกีดขวางถนนเบื้องหน้าลิบๆดูเหมือนจะแผ่รัศมีความชั่วร้ายมาแต่ไกล

และลางร้ายก็เป็นจริง......ตำรวจพะเยาตั้งด่านรักษากฏหมายอีกแล้ว

ตามปกติ ตำรวจแถวนี้มักจะเข้มงวดกับประชาชนที่ขับมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก

ผมชลอรถเพียงเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจถูกเรียก

แต่แล้วก็มีตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาขวางทำให้ผมต้องเบรกรถอย่างรวดเร็ว

เมื่อลดกระจกลงมาจึงได้รับคำทักทายแสนสุภาพ

ตั้งด่านอยู่มองไม่เห็นรึไง !! ตำรวจถามผมด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว

ผมเหลือบดูนาฬิกา ใกล้เที่ยงแล้ว ท่านผู้นี้คงยังไม่ได้รับประทานอาหารเที่ยงเป็นแน่แท้

ไม่กล้าตอบคำถามคุณตำรวจ เพราะเกรงจะซ้ำรอยเหตุการณ์ กล่องข้าวน้อยฆ่าประชาชน

ได้แต่คิดในใจว่า ถ้าผมไม่เห็น ป่านนี้ผมคงขับรถทับเครื่องแบบตำรวจไส้ทะลักไปแล้ว

หลังจากตำรวจขอดูใบขับขี่และเดินจงกรมรอบรถก็เดินเข้ามาพูดกับผมว่า

ดูซิ!! เข็มขัดก็ไม่คาด ว่าแล้วก็เขียนใบสั่ง พร้อมกับยึดใบขับขี่ของผมไป

ผมบอกว่า อย่ายึดใบขับขี่ของผมเลย เดี๋ยวผมจะนำใบสั่งนี้ไปเสียค่าปรับที่โรงพักแต่โดยดี

ตำรวจบอกว่า ถ้าจะเอาคืนเลยก็ข้ามถนนไปเสียค่าปรับฝั่งนู้น

ที่ใต้ร่มไม้ มีตำรวจสองนายนั่งสง่าอยู่บนชุดโต๊ะเก้าอี้ที่เราพบเห็นได้ตามร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนนทั่วไป

ผมขับรถเลียบลงข้างทาง ขณะกำลังเดินข้ามถนนไปจ่ายเงิน รถปิคอัพคันหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าผมไป

ใช่แล้วครับท่านผู้อ่าน....มันไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ผมหันกลับไปกะจะโวยวายกับตำรวจที่จับผมว่าละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

แต่ภาพที่เห็นคือตำรวจกำลังเก็บด่านอย่างขะมักขะเม้น

ถ้าผมเข้าไปโวยวาย ปืนที่เหน็บอยู่อาจจะลั่นใส่ผม

หรือไม่ก็จะโดนข้อหาใหม่ๆแปลกๆเท่าที่คนหิวข้าวจะคิดได้

ครับ ความยุติธรรม บางครั้งก็ต้องมีพักเที่ยง อย่าคิดมากไปเลย


ลูกผู้ชาย ทำผิดก็ยอมรับผิด ไปต่อคิวเสียค่าปรับดีกว่า

ผมสะกิดพี่ผู้ชายเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆข้างหน้าผม

พี่......... พี่โดนข้อหาอะไร?

พรบ. หมดอายุ

โดนปรับเท่าไรพี่?

500 บาท

โห 500 !! โดนปรับซักห้าเที่ยว ซื้อรถพี่ได้อีกคันเลยนะเนี่ย

เออ...ซวยชิ..หาย

ผมได้ยินก็ร้อนใจ ตะโกนถามคุณตำรวจ แล้วไม่คาดเข็มขัดพี่คิดเท่าไรคับ

200 เองน้อง!!

เทียบกะลุงคนนี้ผมโชคดียิ่งนัก

หลังจ่ายตังค์ ผมกลับมาที่บ้าน นั่งอ่านใบเสร็จเงินค่าปรับ

ปรากฎว่าข้อหาที่ปรากฏกลายเป็นข้อหาไม่พกพาหนังสือคู่มือรถ

คิดเอาเองว่า ไม่คาดเข็มขัดจริงๆคงปรับแพงกว่า

นี่คงเป็นโปรโมชั่นพิเศษในช่วงที่ยังหาอธิบดีกรมตำรวจไม่ได้เป็นแน่!!

ขอบคุณนะครับพี่ตำรวจ (กินข้าวให้อร่อยน้า..)

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

กำหนดการกิจกรรมรำลึกครบรอบ 100 วันการจากไปของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย


วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา13.30-20.00 น.
ณ ห้องประชุมชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ตรงข้ามกับสนามกีฬาแห่งชาติ สี่แยกปทุมวัน Download แผนที่

13.30-14.00 น. ลงทะเบียน

14.00-14.20 น. การแสดงดนตรีไทยบรรเลงในรูปแบบดนตรีอินเดียโดย
วงดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

14.20-14.50 น. สารคดี “ชีวิตที่เลือกไม่ได้… กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย”

14.50-15.10 น. กวีนิพนธ์ จาก สมณะจันทเสฏโฐ(ท่านจันทร์) และสีแพร เมฆาลัย เป่าขลุ่ยประกอบ

15.10-16.10 น. ปาฐกถา “ชีวิตที่เลือกได้ เพื่ออะไร” โดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

16.10-16.30 น. กวีนิพนธ์จากกลุ่มกวีคนรุ่นใหม่ Thaipoet Societyกฤช เหลือละมัย / ซะการีย์ยา อมตยา / ลัดดา สงกะสินธ์ / แก้วตา ธัมอิน

16.30-16.40 น. การแสดงดนตรีเดี่ยวไวโอลีน โดย พลภัทร จิตติวุฒิการพร้อมการวาดภาพประกอบการแสดงดนตรี โดย สมยศ คำแสง

16.40-16.50 น. กวีนิพนธ์จาก ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

16.50-17.05 น. การแสดงดนตรีอินเดีย บทสวด BHAJAN และ INDIAN DANCE โดยกลุ่มฮินดูสมาช

17.05-17.25 น. “อาจารย์กรุณา ที่ข้าพเจ้ารู้จัก” โดย อ.อรุณ เฉตตีย์ ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

17.25-17.30น. เอกอัคราชทูตอินเดียกล่าวสุนทรพจน์

17.30-18.00น. การแสดง INDIA FOLKS DANCE โดย INDIA WOMEN CLUB

18.00-18.10 น. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อ่านบทกวีรำลึก

18.10-18.20 น. สุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กล่าวปิด

18.20-19.00 น. พักรับประทานอาหาร ขนม ชาอินเดีย ด้านนอกห้องประชุม สนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มโดยอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต/ฮินดูสมาช(เตรียมห้องประชุมเพื่อการแสดงชุดต่อไป)

19.00-19.20 น. ประตูเปิดเพื่อเข้าชมการแสดง

19.20-20.00 น. การแสดงผลงานเดี่ยว I AM A DEMON (ผมเป็นยักษ์) โดย คุณพิเชษฐ กลั่นชื่น (เจ้าของรางวัลศิลปาธรด้านศิลปะการแสดงประจำปี 2549) * รายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลงนเดี่ียว I AM A DEMON (ผมเป็นยักษ์)

“ผมเป็นยักษ์: I am a demon” เป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “ตัวละครยักษ์ในโขน” ในมุมมองของพิเชษฐ กลั่นชื่น ว่าการเป็นโขนยักษ์ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยใช้วิธีการนำเสนองานแบบสื่อสารข้ามวัฒนะธรรม (Cross Culture) ด้วยรูปแบบ Dance Performance เพื่อนำเสนอสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของโขนยักษ์ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และฟิสิกส์ เพื่อหาคำอธิบายที่กระจ่างชัดถึงหัวใจ และความหมายของการเคลื่อนไหวการแสดงโดย พิเชษฐ กลั่นชื่น

*เฉพาะการแสดงนี้สามารถติดต่อซื้อบัตรเพื่อเข้าชมการแสดงชุดนี้ ราคาใบละ 800 / 1,000 / 1,500 บาท

ดูรายละเอียดรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย บริจาคสมทบอุดหนุนการทำกิจกรรมของ“กองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย เพื่อความเป็นไท ของเด็กและเยาวชน”
จองบัตรเข้าชมการแสดงได้ที่ คุณสุวรรณี หิรัญมาลีเลิศ โทร.086-549-2427, 02-4389331-2 โทรสาร 02-8601278 E-mail : webmaster@snf.or.th

ส่วนรายการภาคเช้าเข้าไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ภายในงาน มีการแสดงภาพศิลปะ 50 ผลงานจากศิลปินชั้นนำหลายหลาย อาทิเช่น อังคาร กัลยาณพงศ์ ประเทือง เอมเจริญ ช่วง มูลพินิจ เทพศิริ สุขโสภา ศักดิ์สิริ มีสมสืบ นฤพนธ์ ชุติวรรณโสภณ อนุพงศ์ จันทร หงส์จร เสน่ห์งามเจริญ ฯลฯ
และมีสินค้า รวมทั้งหนังสือผลงานและที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์กรุณา กุศลาสัย จำหน่าย

รายได้ทั้งหมดร่วมสมทบ กองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย เพื่อความเป็นไทของเด็กและเยาวชน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการและกองทุนฯ ได้ที่
โทรศัพท์ 02-438-9331-2//086-608-018 เว็บไซต์ http://www.snf.or.th/ และ http://www.semsikkha.org/

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

เราภูมิใจที่มีรัฐบาลฉลาด