เปิดบริการทุกวัน Open Daily 7.00 -19.00

เปิดบริการทุกวัน Open Daily 7.00 -19.00

๒ มีนาคม ๒๕๕๓

รักน้ำ รักปลา รักซากุระ

แทบจะเป็นเรื่องปกติ

ของความไม่ปกติไปเสียแล้วในสังคมไทย

เมื่อหน่วยงานราชการหรือองค์กรต่างๆ

จะทำโครงการอะไรซักอย่าง

สิ่งที่มักจะถูกลากลงมาเพื่อเป็นวัตถุประสงค์

หรือแอบอ้างในโครงการนั้นๆ

มักจะเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์


บางโครงการไม่ควรจะเชื่อมโยงไปถึงสถาบัน

ดันถูกนำไปเชื่อมโยงแบบน้ำขุ่นๆ

โครงการต่างๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

มักจะถูกพ่วงท้ายด้วยคำว่า “เฉลิมพระเกียรติ”


ไม่ว่าจะเป็น

โรงเรียน “เฉลิมพระเกียรติ”

สวนสาธารณะ “เฉลิมพระเกียรติ”

ถนน “เฉลิมพระเกียรติ”

ลานกีฬา “เฉลิมพระเกียรติ”

วิ่ง “เฉลิมพระเกียรติ”

เสาไฟ้า“เฉลิมพระเกียรติ”


ที่น่าสนใจก็คือ

บรรดาโครงการที่มีคำพ่วงท้ายว่า “เฉลิมพระเกียรติ”

มักเป็นโครงการที่ไม่ใคร่มีการ คัดค้าน หรือตรวจสอบกันเท่าไร

เพราะถ้าใครดันไปคัดค้าน ก็อาจจะถูกมองว่า “ไม่จงรักภักดี”


ตัวอย่างเมื่อครั้งสมัยผู้ว่าคนหนึ่ง

ต้องการผลักดันโครงการสร้างวัดกลางกว๊าน

มีการเขียนวัตถุประสงค์โครงการ ข้อแรกคือ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งหลักการเหตุผลโครงการก็มีการอ้างว่า

สมเด็จย่าเคยมาประทับที่พระตำหนักกว๊านพะเยา

ถึงสามครั้งด้วยกัน (ไม่เห็นเกี่ยวอะไรเลย?)

นี่ก็เป็นการใช้คำว่า “เฉลิมพระเกียรติ”เป็นเครื่องมือ

ใช้ "เจ้านาย" เป็นข้ออ้าง


การเฉลิมพระเกียรติใดๆที่พระองค์ท่านไม่ได้รับรู้

สมควรถือเป็นการเฉลิมพระเกียรติ

หรือเป็นการทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ?


ยิ่งโครงการนั้นๆสร้างความแตกแยกให้กับประชนในพื้นที่

มีผลกระทบแก่สิ่งแวดล้อม

และน่าเคลือบแคลงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว

ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์ในการก่อสร้าง

หรือการเอื้อประโยชน์ทางอ้อมให้แก่ธุระกิจของตัว


เหล่านี้คือการ “พัฒนากว๊านพะเยา” ใช่หรือไม่?


กลับมาเรื่องป้ายรณรงค์กันดีกว่า

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศหนึ่ง

ที่บ้าคำขวัญ

วิธีแก้ปัญหาสุดคลาสสิคของรัฐบาลไทยคือ

การประกวดคำขวัญ

ปัญหาอะไรที่แก้ยาก ก็ประกวดคำขวัญซะ

ยาเสพติด

เมาแล้วขับ

โลกร้อน

คอรัปชั่น

สงบ สันติ สามัคคี


นี่เป็นการแก้ปัญหาโดย

การคิดประโยคสวยๆมาหนึ่งประโยค

และเราก็เชื่อว่า ประโยคสวยๆ

เหล่านั้นจะแก้ปัญหาได้

และนี่ก็เป็นที่มาของป้ายรณรงค์ตลกๆ

ที่พบเห็นกันทั่วไป

ตัวอย่างเช่น

ไฟมาป่าหมด

(แล้วยังไง? ไฟมาจากไหน จะป้องกันอย่างไร?)

สงบ สันติ สามัคคี

(ผู้ต่อต้านรัฐให้สงบ สันติในพรรคร่วม

เพื่อสามัคคีกันแดก งั้นหรือ? )


ล่ามีสายปั่นจักรยานรอบกว๊านรายงานว่า

มีป้ายเขียนรณรงค์ประมาณว่า

รักแม่ของแผ่นดิน ช่วยใช้ควายไถนา

เข้าใจว่า

เพราะพระราชินี เคยมีพระราชเสาวนีย์

เรื่องการแนะนำ

ให้เกษตรกรหันมาใช้ควายไถนาเพื่อลดต้นทุน

แต่กระนั้น การจะรณรงค์ใช้ควายไถนา

ก็ไม่ควรอ้างพระราชินี

เพราะถ้าไม่กลับไปใช้ควาย จะกลายเป็นว่า

ประชาชนไม่รัก


ในความเห็นผม มันเป็นประโยคที่แลดู…….(ดูดเสียง)


คงคล้ายๆเวลารัฐบาลจะทำอะไรซักอย่างก็จะ

ใช้คำว่า รักพ่อหลวงร่วม...จุด จุด จุด

คืออยากให้คนไทยทำอะไรเติมเอา

เป็นประโยควิเศษ

อยากให้ประชาชนทำอะไร ก็อ้างในหลวงไว้ก่อน

อีกหน่อยคงมีว่า

รักในหลวง เลือกพรรคเรา


ตอนนี้ ถึงขั้นพรรคภูมิใจไทย นำเอาเรื่องการปกป้อง

เทิดทูนสถาบันกษัตริย์มาเป็นนโยบายของพรรค

นำมาหาเสียงเรียบร้อยโรงเรียนเนวิน


เอาเข้าไป


นี่ไม่นับ พระบรมฉายาลักษณ์ ตามสี่แยก สะพานลอยทองคำ

ที่องค์กรบริหารในท้องถิ่นต่างๆเอาเงินภาษีชาวบ้านมาถลุง

ในนาม ความจงรักภักดี


ในกรณี ป้ายที่เทศบาลพะเยานำมาติดก็เช่นกัน


ป้ายนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งถึงการ "อ้าง" สถาบันแบบถูๆไถๆ

ป้ายเขียนว่า “ตามรอยสมเด็จย่า ร่วมพัฒนากว๊านพะเยา”


ว่ากันตามประวัติศาสตร์

ตลอดพระชนชีพของพระองค์

สมเด็จย่าเคยเสด็จมาประทับ

ที่พระตำหนักกว๊านพะเยาสามครั้ง


จนเมื่อวันที่

18 กรกฎาคม 2538

สมเด็จย่าก็เสด็จสวรรคต


จนถึงวันนี้ก็ 15 ปีดีดัก

ถือเป็นการคิด “มุข” ที่นานมาก


แต่ไหนๆก็คิดมุขนี้ขึ้นมาแล้ว

คำถามก็คือ

จะให้พวกเรา ตามรอยอะไรของสมเด็จย่า?


การนำรูปสมเด็จย่า ประทับบนเรือขณะที่ทรง

เด็ดผักตบชวา แล้วเอามาแอบอ้าง

สมควรหรือไม่?


ที่ผ่านมาโครงการต่างๆ ที่อ้างว่าเป็นการพัฒนา

มักจะมีผลกระทบที่ถูกละเลยเสมอ


อย่างการสร้างเขื่อนปากมูล

อ้างว่าปั่นไฟไปพัฒนาชาติ

ชาวบ้านที่เคยจับปลา ต้องไปหาขยะแถวดอนเมือง


นี่เป็นการพัฒนาแบบไหนกัน


การที่เทศบาลพะเยาป่าวประกาศให้มาร่วมกัน

“พัฒนากว๊านพะเยา” ตามรอยสมเด็จย่า


ถือเป็นเรื่องสยองขวัญ


สยองขวัญทั้งคนทิ้งรอย และคนตามรอย!!


๑ มีนาคม ๒๕๕๓

Tibet Festival




เทศกาลศิลปวัฒนธรรมธิเบต

ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2553

18.00 น. พิธีเปิด โดย

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

สุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

ตัวแทนจากธิเบต

19.00 น. ปาฐกถาพิเศษ “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา ในบริบททางวัฒนธรรมและศาสนธรรม”โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์

19.30 น. การแสดงรอบปฐมทัศน์ “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา”

โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )


วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553

13.00 น. ปาฐกถา เรื่อง “Tibet : My story….เส้นทางแห่งความหวัง” โดยตัวแทนจากธิเบต

14.30 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )

17.00 น. เสวนา “ธิเบต...ชีวิตบนหลังคาโลก” โดย 3 สตรีผู้ไปเยือนและทำงานกับชาวธิเบต

อวยพร เขื่อนแก้ว (ธิเบต...มิติทางจิตวิญญาณ) ปรัชวัน (ธิเบต...คือชัมบาลาในความทรงจำ)

เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย (เดินเล่นบนหลังคาโลก)

ดำเนินรายการโดย ภัทราพร สังข์พวงทอง

19.00 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา”

โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )


วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553

13.00 น. ปาฐกถา “การกลับมาเกิดใหม่ในแง่ของวัชรยาน” และปฏิบัติภาวนาแบบธิเบต

โดย Geshe Damdul Namgyal ล่ามประจำองค์ทะไลลามะ

14.30 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงทิเบต ( TIPA )

17.00 น. เสวนา “การเวียนว่ายตายเกิดในโลกสมัยใหม่”

ผู้ร่วมเสวนา Geshe Damdul Namgyal นิธิ เอียวศรีวงศ์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

19.00 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )


วันอังคารที่ 9 มีนาคม 2553

16.30 น. ภาพยนตร์ เรื่อง “ Himalaya”

19.00 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )

วันพุธที่ 10 มีนาคม 2553

16.30 น. ภาพยนตร์ เรื่อง “Kundun”

19.00 น. การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )

ทุกรายการ ฟรี ยกเว้น การแสดง “จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา” โดย สถาบันศิลปะการแสดงธิเบต ( TIPA )

สนับสนุน การแสดง 1,000.- บาท/ที่นั่ง รายได้เพื่อกองทุนการศึกษาเด็กธิเบตในศูนย์อพยพ และ ดูแลคนชราธิเบตเพื่อการแสวงบุญสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป โทรศัพท์ 02-860-2194 หรือ 085-215-4977

เว็บไซด์ www.snf.or.th ,www.semsikkha.org หรือที่ กลุ่มดินสอสี โทร. 0-2623-2838-9

ตรุษจีน

........